Fic. [AU]: Attack On Titan: ล่ารักอันตราย (Part
II)
Pairing: (Levi x Eren)
……………………………………………………………………………………..
Chapter 2: Reason
โปสเตอร์ขนาดใหญ่ยักษ์เด่นเป็นสง่าบนบิลบอร์ดหน้าห้างสรรพสินค้าชื่อดังของย่านศูนย์การค้าและแหล่งช็อปปิ้งขึ้นชื่อของเมือง
ทั้งที่ไม่ได้อยากรู้เห็นกับโปสเตอร์บ้าๆแบบนี้ แต่ไม่ว่าจะไปทางไหนก็เจอโฆษณาชิ้นนี้ติดอยู่ทั่วเมือง
อีกทั้งยังเป็นแบรนด์เครื่องสำอางซึ่งโปรโมตตัวน้ำหอมที่เขาต้องจำใจไปเป็นแบบ
พอมาเห็นผลงานที่ตัวเองต้องไปเป็นโมเดลถ่ายรูปแล้วถึงได้พึ่งเข้าใจว่าทำไมถึงโชว์เพียงแค่แผ่นหลังและทำไมถึงต้องแต่งหน้าจัดเต็มทั้งที่เห็นเพียงแผ่นหลังเท่านั้น
ประเด็นแรกเพราะผลิตภัณฑ์หลักคือน้ำหอม เพราะฉะนั้นหน้านางแบบจึงไม่จำเป็น
อีกทั้งเป็นน้ำหอมของผู้หญิงจุดเด่นจึงโฟกัสเจาะจงที่อีกคนที่ถูกผ้าพันแผลปิดตายอยู่
แล้วที่ต้องแต่งหน้านั้นก็เพราะว่าบางส่วนของโฆษณาเห็นเขาเสี้ยวหน้าบางส่วน
อย่างส่วนบริเวณปากหรือปลายหางตา
อีกทั้งเป็นโฆษณาแฝงตัวเครื่องสำอางตัวอื่นนอกจากน้ำหอมซึ่งเป็นสินค้าโปรโมตตัวหลัก
ไม่อยากยอมรับหรอกนะแต่ภาพของตาแก่โรคจิตที่อยู่ในโปสเตอร์นั้นดูน่าหลงใหลชะมัด
ไม่ว่าจะเป็นมัดกล้ามเนื้อแน่นแนลอนอย่างชัดเจน
โครงหน้าคมแม้จะถูกผ้าพันปิดบังไว้แต่ต้องยอมรับว่าโครงหน้าของคุณรีไวนั้นได้รูป
ไม่ว่าจะเป็นช่วงกรามขากรรไกรที่เด่นชัด จมูกโด่งคมสัน
หรือแม้กระทั่งรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แต่กลับแฝงความเย้ายวนนั้น
ยังไงเรื่องแบบนี้ทั้งชาตินี้คงไม่มีทางชมตาลลุงนั้นต่อหน้าอย่างเด็ดขาดว่าตาแก่โรคจิตนั้นดูดีขนาดที่เขาซึ่งเป็นช่างภาพด้วยกันยังยอมรับว่าเป็นโมเดลและวัตถุดิบชิ้นดี
พอเห็นแบบนี้แล้วเขาที่แป็นช่างภาพก็อยากได้ตาลุงนั้นมาเป็นแบบบ้าง
แต่ก็ได้แค่คิดล่ะนะเพราะรู้ดีว่าถ้าเอ่ยปากขอออกไปคนอย่างหมอนั่นคงต้องยื่นเสนอเงื่อนไขลามกกับเขาแน่
และอีกเรื่องที่ทำให้เขาอยากจะย้ายแผ่นดินหนี
หรือไปเกิดใหม่บนดาวอังคารก็ไม่คงไม่พ้นรูปตัวเขาเอง
แม้จะหันหลังหรือรูปที่โผล่เพียงเสี้ยว
คงไม่มีใครคิดว่าจะเป็นเขาที่เป็นผู้ชายทั้งแท่ง แต่เรื่องนั้นไม่ใช่ประเด็น
เพราะต่อให้จะหันหลังอยู่ บรรยากาศภาพที่สื่อออกมาเขาก็สัมผัสได้
ความรู้สึกเซ็กซี่ที่เย้ายวนที่แผ่ออกมาจากแผ่นหลังที่มีผมยาวสีน้ำตาลเข้มประปรายนั้น
ไม่เคยคิดมาก่อนว่าแค่แผ่นหลังเปลือยเปล่าของผู้ชายแบบเขาจะสื่อภาพออกไม่ได้ให้ความรู้สึกกึ่งอีโรติกแบบนี้
ที่สำคัญกว่านั้นไม่คิดเลยว่าไอภาพที่เขาเป็นแบบจะเป็นโฆษณาที่โด่งดังและเป็นที่กล่าวถึงจนมีภาพสื่อโฆษณาตามที่ต่างๆมากมาย
ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหนหรือแม้แต่อยู่ในสตูดิโอฮันเนส
ไอภาพคอลเลคชั่นชวนขนลุกของเขาแบบนี้ก็โผล่มาทักทายเขาได้ทุกที่ จนผลสุดท้ายจากที่รู้สึกกระดากจึงทำได้แต่พยายามเริ่มชิน
และสุดท้ายก็ต้องปลงไปกับมันก็เท่านั้น
ยังดีที่ช่างภาพพยายามตกแต่งภาพและ
คุณเอลวินเองก็ช่วยปกปิดตัวตนของโมเดลทั้งสองคนที่เป็นแบบ
จึงทำให้เค้าโครงเปลี่ยนไปอยู่บ้าน
แต่ถึงอย่างนั้นคนสายตาเฉียบคมช่างสังเกตอย่างมิคาสะซึ่งทำตัวราวกับเป็นพี่สาวเขากับแฟนหนุ่มหน้าม้าของเธอยังไม่วายที่จะสงสัยเขาตามเดิม
และกว่าที่จะทำให้ทั้งสองเชื่อได้โดยเฉพาะมิคาสะเล่นทำเขารู้สึกชีวิตจะสั้นลงไปอีกหลายสิบปี
โชคดีที่เคยเกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันขึ้น และได้คุณฮันซี่ปลอมตัวเป็นเขาช่วยไว้
ไม่คิดว่าทั้งที่เป็นแบบนั้นแล้วมิคาสะยังคงสงสัยเขาไม่เลิก
“กำลังกลับงั้นเหรอเอเลน?”
เสียงทักทายทำให้เด็กหนุ่มหันไปมองตามต้นเสียง
ชายหนุ่มผมทองเอลวิน สมิธ ขับรถเทียบใกล้กับริมทางเท้าที่เขากำลังเดินอยู่
กระจกติดฟิล์มสีดำลดระดับลงจนมองเห็นภายในตัวรถและเจ้าของผู้ซึ่งเป็นคนขับในชุดสูทสีดำ
เอเลนหยุดฝีเท้าที่กำลังเดิน ใบหน้ามนมุ่ยขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเจอกับคนที่เขาหมายหัวแล้วว่าไม่ต่างจากตาลุงโรคจิตที่เขาต้องเจออยู่ด้วยกันทุกวัน
“นี่ไม่ใช่เวลาทำงานของคุณเหรอครับ
หรือตอนนี้เปลี่ยนอาชีพมาเป็นแมวมองหาเด็กผู้ชายไปถ่ายคอสเดรสแทนเสียแล้วล่ะครับ?”
น้ำเสียงประชดประชันอย่างไม่ปิดบังและใบหน้าที่มุ่ยอย่างไม่สบอารมณ์นั้น
ไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มผมทองรู้สึกผิดแม้แต่น้อยมิหนำซ้ำเขายังขำกับท่าทางที่แสดงออกมาตรงๆแบบนั้นของเด็กหนุ่มเสียอีก
เอลวินจึงได้แต่ก้มหน้าพยายามกลั้นหัวเราะจนปวดท้องด้วยเกรงว่าจะเป็นการเสียมารยาทกับอีกฝ่ายที่พยายามแสดงออกทั้งอย่างนั้น
ถึงอย่างนั้นไหล่หนาที่สั่นไหวแล้วท่าทางของชายหนุ่มก็ทำให้เอเลนจับพิรุธได้อยู่ดี
ทำไมคนพวกนี้ถึงไม่เคยรู้จักสำนึกผิดที่ทำเขาเดือดร้อนบ้าง
เอาแต่หัวเราะเวลาเห็นเขาเดือดร้อนหรือต้องทำเรื่องน่าอายกันอยู่ได้
สมกับที่เป็นเพื่อนกันชะมัด ทั้งตาลุงหัวทองนี่กับตาแก่โรถจิตนั้น
“ข..ขอโทษนะเอเลน” เอลวินพยายามบังคับจังหวะหายใจให้เป็นปกติ เมื่อได้ยินเสียงถอนหายใจจของอีกฝ่ายรอดออกมา
“ช่างมันเถอะครับ”
ได้แต่ส่ายหัวไปมาอย่างไม่อยากใส่ใจ
นัยน์ตาสีฟ้ามองใบหน้ามุ่ยๆของอีกคนพลางยกยิ้ม
เพราะเป็นคนที่คิดยังไงก็แสดงออกมาเลยแบบนี้คงทำให้หมอนั่นรู้สึกสนุกและติดใจเจ้าหนูนี่มากสินะ
อีกทั้งถึงจะบ่นว่าไม่ชอบไม่อยากทำแต่เพราะเป็นเด็กที่อ่านทางได้ง่ายแบบนี้จึงไม่แปลกที่จะโดนคนอย่างพวกเขาแกล้งเล่นได้ง่ายๆแบบนี้
จะเรียกว่าเอเลนเป็นเด็กดีก็ว่าได้
“ตกลงนายกำลังจะกลับไปที่ห้องของรีไวใช่ไหม?”
“แล้วจะมีที่ไหนให้กลับไปได้อีกล่ะครับ?”
คำตอบที่มาในรูปแบบของคำถามประชดประชัน
ไม่บอกก็รู้ว่ารีไวทำเรื่องไว้มากมายกับเจ้าหนูนี่ขนาดไหน
แกร๊ก
เสียงล็อกรถถูกปลดออก
ชายหนุ่มผมทองยิ้มให้กับเอเลนก่อนจะพยักหน้าเชิญให้เขาขึ้นรถ แต่เมื่อเห็นท่าทีลังเลดูไม่เต็มใจของอีกฝ่าย
เอลวินจึงเอื้อมมือไปเปิดประตูที่นั่งข้างคนขับ
“ฉันต้องกลับเข้าบริษัท
ยังไงคอนโดรีไวก็ทางผ่าน ขึ้นมาเถอะ”
เมื่อเห็นว่าอีกคนพยายามชักชวนเขาโดยถึงขนาดเปิดประตูให้แบบนี้
ครั้นจะปฏิเสธออกไปคงจะเสียมารยาทกับอีกฝ่าย เอเลนจึงต้องยอมขึ้นไปนั่งที่นั่งข้างคนขับแต่โดยดี
เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มรัดเข็มขัดนิรภัยดีแล้ว
รถเบนซ์สีเงินวาวจึงค่อยๆเคลื่อนที่มุ่งสู่ปลายทางอีกครั้ง
เด็กหนุ่มนั่งท้าวคางมองวิวนอกหน้าต่างอย่างไม่คิดสนใจจะคุยด้วยกับคนที่เป็นสารถีมาส่งเขา
สาเหตุนั้นเดาได้ไม่ยากคงไม่พ้นเรื่องรูปงานโฆษณาที่ชายชายหนุ่มผมทองบังคับเขามาถ่ายเป็นแน่
“นายต้องแวะที่ไหนก่อนกลับรึเปล่าเอเลน?”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงนิ่งเงียบไม่พูดด้วยจึงเป็นเขาที่เป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน
ใบหน้ามนครุ่นคิดสักครู่ก่อนจะนับไล่เรียงสิ่งต่างๆผ่านทางสิบนิ้วของตน
“ของสดก็ยังมีเต็มตู้เย็น
พวกน้ำยาทำความสะอาดเรียกว่ามีใช้ไปจนถึงปีหน้า
ใบชาของตาแก่บ้านั่นก็เพิ่งซื้อเมื่ออาทิตย์ก่อน…”
รายการที่เอเลนไล่มาแต่ละข้อทำให้เอลวินต้องกลั้นขำอีกครั้ง
และเพราะครั้งนี้คนถูกหัวเราะนั่งอยู่ใกล้เขาเพียงแค่คืบ
เด็กหนุ่มจึงส่งสายตาเป็นคำถามให้กับอีกฝ่าย
“ขอโทษ
ขอโทษ”
เอลวินพยายามสูดหายใจลึกอีกครั้งพร้อมทั้งปาดนน้ำตาที่หางตาจากการหัวเราะมากเกินไป
“ฉันหมายถึงนายต้องแวะเข้าสตูดิโอฮันเนสเพื่อจัดการงานก่อนรึเปล่าน่ะ
ไม่คิดว่าจะได้คำตอบเป็นรายการซื้อของเกี่ยวกับงานบ้านแบบนี้ ฮ่า ฮ่า”
แม้จะพยายามกลั้นหัวเราะแล้ว
แต่สุดท้ายเอลวินก็ยังหลุดขำออกมาจนต้องก้มหัวขอโทษเด็กหนุ่มอีกครั้ง
“ม…ไม่ ต้องแวะครับ
วันนี้ผมมีงานนอกสถานที่แล้วเลิกเร็วกว่าที่แจ้งไว้ไม่จำเป็นต้องกลับเข้าไป”
เอเลนตอบด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก พลางใบหน้าหวานขึ้นสีระเรื่อ
เพิ่งจะรู้สึกตัวว่าเขาทำตัวสมเป็นแม่บ้านขึ้นทุกวัน
พอเลิกงานแล้วสิ่งที่เขาคิดทุกครั้งตอนนี้กลับเป็นรายการซื้อของเข้า
หรือเมนูอาหารตอเย็นในแต่ละวันที่จะต้องกลับไปเตรียม
“นายนี่ทำตัวได้สมเป็นภรรยาที่ดีของหมอนั่นน่าดู”
“อย่าพูดอะไรที่ชวนขนลุกแบบนั้นอีกนะครับ!!” เด็กหนุ่มขึ้นเสียงเมื่อได้ยินว่าอีกคนมองเขาในฐานะอะไรกับรีไว
“ไม่ใช่งั้นเหรอ?”
เอลวินมองคนข้างๆด้วยหางตาพลางเลิ่กคิ้วขึ้นสงสัย
“ไม่มีทางเด็ดขาด! เรียกว่าอยู่ในฐานะจำใจเป็นคนรับใช้หมอนั่นดีกว่าครับ”
ใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มผมสีทองยกยิ้มเอ็นดูท่าทางไม่สบอารมณ์ของเด็กหนุ่ม
“คนรับใช้นี่เขาไม่รวมไปถึงเรื่องบนเตียงหรอกนะเอเลน”
เด็กหนุ่มสะดุ้งกับคำพูดของเอลวิน
ใบหน้าหวานขึ้นสีสุกปลั่งพลันเหงื่อแตกพลั่ก ทั้งที่แอร์ใยรถเย็นฉ่ำ
“ม.. มันเป็น เหตุสุดวิสัยครับ!”
เอเลนหันหลบสายตามองวิวข้างทางของถนนหนทางราวกับมีอะไรที่น่าสนใจมากกว่าบทสนทนา
“นายอยู่กับหมอนั่นมาได้แปดเดือนแล้ว
ไม่หวั่นไหวบ้างหรือไง?” เอลวินยังคงถามคำถามต่อไป
โดยไม่สนใจท่าทีกระอักกระอ่วนของอีกฝ่าย
“ไม่ครับ
ทำไมผมต้องหวั่นไหวด้วย?” เสียงใสเจือความไม่พอใจอย่างไม่ปิดบัง
“นายเป็นคนแรกล่ะมั่งที่ไม่หวั่นไหวไปกับเสน่ห์ของหมอนั่น”
รถยนต์สีเงินติดสัญญานไฟสีแดงตรงสี่แยก
ใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มผมสีทองจึงได้หันมาสบกับใบหน้ามนของเด็กหนุ่ม
นัยน์ตาสีฟ้าที่มองมายังนัยน์ตาสีเขียวใสนั่นราวกับพยายามมองเข้าไปค้นหาบางอย่าง
สายตาที่จับจ้องอย่างนิ่งงันแบบนั้นทำให้เอเลนชะงักงันราวกับเวลาหยุดอยู่ที่เดิม
ตอนนี้เอเลนเริ่มไม่แน่ใจว่าเขายังคงหายใจอยู่รึเปล่า
กว่าจะรู้สึกตัวอีกทีมือใหญ่ของคนอายุมากกว่าก็วางทาบลงบนผมสีน้ำตาลของเขา
“นายเป็นเด็กดีมาก”
รถเบนซ์สีเงินวาวเคลื่อนตัวอีกครั้งเมื่อสัญญานไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว
เอลวินจึงหันกลับไปให้ความสนใจที่ถนนอีกครั้ง
ใบหน้าหวานเหลือบมองคนขับรถข้างกาย
หัวคิ้วสีน้ำตาลขมวดมุ่นอย่างแลกใจ ก่อนที่จะได้สงสัยอะไรอีกฝ่ายก็เป็นคนเอ่ยปาก
“นายคงจะเข้าใจ
ทั้งฉันและรีไวมีสิ่งที่ไม่ว่าใครๆก็อยากได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเงิน
หรืออำนาจในมือ หลายคนที่เข้าหาจึงมักหวังผลประโยชน์จากสิ่งที่พวกเรามี โดยที่ไม่คิดวิธีไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนทางด้านธุรกิจประเภทต่างๆ
การถือหุ้นในบริษัท การติดต่ออำนวยความสะดวก หรือแม้กระทั่งการลอบสังหาร”
แม้จะเป็นเรื่องที่พอเดาได้อยู่แล้ว
แต่เมื่อได้มาฟังเองแบบนี้เอเลนรู้สึกตัวชาไม่น้อย
รู้ดีอยู่แล้วว่ากลุ่มคนพวกนี้อันตราย บางทีอาจจะอันตรายมากกว่าที่เขาคาดคิดไว้เสียด้วยซ้ำ
ทั้งๆอย่างนั้นจึงยิ่งไม่เข้าใจว่าทำไมเขาซึ่งเติบโตมากับครอบครัวธรรมดา
และใช้ชีวิตธรรมดา ถึงได้มายืนอยู่จุดนี้ รู้จักกับกลุ่มคนอันตรายเหล่านี้
“ทำไมคุณ…?”
“หน้านายมันบอกว่าอยากรู้
แต่คิดว่าเรื่องพวกนั้นนายเองคงรู้บ้างอยู่แล้วใช่ไหม?”
“เพราะแบบนี้ผมถึงอยากให้คุณรีไวเลิกยุ่งและปล่อยผมไปสักที”
อยู่ในที่อันตรายแบบนี้ชีวิตเขาก็มีแต่หดสั้นลงทุกวัน
ที่แบบนี้ใครจะอยากอยู่กัน
ถึงจะมีคนที่ชอบเรื่องอันตรายและอยากอยู่กับคนที่ทั้งรวย และมีอำนาจแบบนี้ก็เถอะ
แต่หนึ่งในคนจำพวกนั้นไม่ใช่เขาแน่นอน
“ปกติแล้วหมอนั่นจะมีคู่ควงไม่ซ้ำหน้าในแต่ละเดือน
ที่เห็นอยู่นานสุดก็เกือบปีล่ะมั่ง”
ประโยคที่ได้ยินทำเอาเอเลนถึงกับสะดุดแต่เด็กหนุ่มยังคงมองออกไปที่หน้าต่างด้วยท่าทางที่ไม่ใส่ใจ
“นอกจากเรื่องลอบสังหาร
จุดยืนของพวกฉันมีคนมากมายที่ยอมแลกศักดิ์ศรีหรือแม้กระทั่งร่างกายเพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในคู่รักของพวกเรา
และแน่นอนว่าถ้าน่าสนใจพวกฉันเองก็ไม่คิดที่จะปฏิเสธ
โดยเฉพาะกับหมอนั่นที่ดูเงียบและบรรยากาศอันตรายที่แผ่ออกมาอย่างไม่ปิดบัง
ทั้งแบบนั้นกลับเป็นที่ชื่นชอบของพวกที่อยากท้าทายและมั่นใจในตัวเองอยู่มาก”
นัยน์ตาสีฟ้าเหลือบมองคนข้างกายที่ดูราวกับนั่งเฉย
แต่เขารู้ดีว่าเจ้าตัวกำลังสนใจที่จะฟังเรื่องที่เขาเล่า
“ไม่น่าแปลกใจที่รีไวจะมีคู่รักอยู่มาก
ทั้งในบรรดาที่เปิดเผยและคู่รักลับๆ
แต่สุดท้ายไม่ว่าจะได้เปิดเผยหรือเป็นแค่ชู้รักของหมอนั่นตอนจบก็ไม่ต่างกัน อีกอย่างพวกนั้นเมื่อได้ในสิ่งที่ต้องการต่างก็ยอมจากไปแต่โดยดี”
รถเบนซ์สีเงินเลี้ยวเข้าจอด
ณ ที่รับส่งผู้โดยสารหน้าคอนโด ร่างโปร่งเปิดระตูลงจากรถก่อนจะหันมากล่าวขอบคุณพร้อมโค้งศีรษะให้เป็นมารยาท
เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มเดินเข้าไปในอาคารแล้ว เอลวินจึงขับรถออกจากคอนโดคนสนิทเพื่อกลับไปยังบริษัทของตน
มือหนาที่จับบังคับพวงมาลัยนิ้วชี้กำลังเคาะเป็นจังหวะสบายอารมณ์
เพราะเป็นเด็กดีและใสซื่อแบบนี้ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมรึไวถึงได้ชอบเอเลนนัก
ใบหน้าหล่อเหลายกยิ้มอย่างสบายอารมณ์ จะว่าไปเหมือนจะลืมเล่าให้เอเลนฟังว่าเจ้าหนูนั่นเป็นคนแรกที่ได้ย้ายเข้ามาอยู่คอนโดส่วนตัวของรีไว
กติแล้วหมอนั่นจะชอบซื้ออพาร์ทเมนต์หรือห้องคอนโดให้พวกชู้รักเพื่อไว้ไปหา
แต่ไม่เคยคิดจะให้พวกนั้นมายุ่มย่ามเรื่องส่วนตัว…..
ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจหรือน่าแปลกใจตรงไหนที่ได้ยินว่าตาแก่บ้านั้นเคยมีชู้รักหรือคนรักมามากมาย
เพราะยังไงเขาก็ไม่ใช่ทั้งชู้รัก คนรัก หรือเพื่อน
เพราะการที่เขาอยู่ที่นี้มันก็เป็นเพียงแค่ข้อตกลงเท่านั้น
ทั้งที่รู้อยู่แล้วและคิดแบบนี้ แต่ทำไมอกซ้ายถึงได้รู้สึกหน่วงอย่างไม่มีสาเหตุ
และทำไมอยู่ๆก็ราวกับจะหายใจได้ไม่คล่องปอดแบบนี้ ความรู้สึกที่ขุ่นมัวนี้เกิดจากอะไรกัน?
เมื่อเปิดประตูห้องเข้าไปคนที่ทำให้รู้สึกหงุดหงิดก็กำลังนั่งเปิดแลปท็อปจัดการงานอยู่ในในห้องนั่งเล่น
ทันทีที่เห็นความรู้สึกที่อยากจะถอดรองเท้าผ้าใบไนกี้ปาใส่หัวคนที่นั่งทำงานอยู่บนโซฟาวิ่งเข้าสมองทันที
เสียแต่ว่าเรื่องจริงไม่อาจทำได้ เพราะถ้าทำอย่างนั้นจริงๆเขาต้องโดนเอาคืนอย่างแน่นอน
จึงตัดสินใจที่จะปิดประตูกลับออกไป
แต่เหมือนจะช้าไปเมื่อคนที่อยู่ในห้องรู้ว่าเขากลับมาแล้ว
“กลับเร็วดีนี่เจ้าหนู
แล้วนายจะอยู่หน้าประตูแบบนั้นรอฉันไปอุ้มเข้ามารึไง?”
ประโยคและลอยยิ้มเจ้าเล่ห์จากใบหน้าคมคายยิ่งทำให้เขารู้สึกอยากชกตาลุงบ้านี่สักครั้งจริงๆ
“วันนี้ทำอาหารทานเองนะครับ
ผมเหนื่อย” พูดเพียงเท่านั้นก่อนจะหายเข้าไปในหัองของตัวเอง
เอเลนทิ้งตัวลงนอนบนเตียงกว้างก่อนจะถอนหายใจ
ทั้งที่วันนี้เขาก็ไม่ได้เหนื่อยอะไรหนักหนา แต่พอเห็นหน้าคนน่ารำคาญนั่นอยู่ๆเขาก็รู้สึกหมดแรงเสียอย่างนั้น
ร่างบางจึงได้แต่นอนกลิ้งไปมาอยู่บนเตียงนอนขนาดใหญ่
โครม!
แม้ไม่หันไปก็รู้ว่าคนขี้รำคาญนั่นคงพังประตูห้องเขาเข้ามาแน่นอน
เดือนนี้คนซ่อมประตูคงยิ้มหน้าบานแฉ่งเช่นเดิมที่จะได้ค่าเปลี่ยนประตูจากเจ้าของห้องนี้เป็นว่าเล่น
“คุณนี่ไม่เคยรักษาสัญญาเลยนะครับ
ผมไม่ได้อนุญาตให้คุณเข้ามาซะหน่อย” พูดพลางตวัดผ้านวมผืนหนาขึ้นมาห่อหุ้มกาย
“สัญญาของนายเป็นโมฆะตั้งแต่เรื่องไอหนูหัวเห็ดนั่นแล้วจำได้ไหม?”
รีไวเดินเข้ามานั่งลงบนเตียงที่เอเลนเอาผ้านวมขึ้นมาคลุม
มือหยาบขยี้ลงบนผมสีน้ำตาลที่โผล่พ้นผ้าขึ้นมา
“ไม่สบายหรือไง?”
“ค่าประตูคุณจ่ายเองเหมือนเคยนะครับ”
“เรื่องนั้นฉันรู้อยู่แล้ว
ตกลงนายไม่สบาย?” เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มยังคงมุดอยู่ในผ้านวม
รีไวจึงล้วงมือเข้าไปเพื่อแตะที่หน้าของเอเลน
“ไข้ก็ไม่มี
ประจำเดือนไม่มารึไง?”
“ผมไม่ใช่ผู้หญิงสักหน่อย!!”
เมื่อได้ยินคำถามแบบนั้นจากที่นอนคุดคู้อยู่ในผ้านวม
เอเลนเด้งตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงพลางมองคนถามอย่างหาเรื่อง
“โฮ่
แววตาดีนี่แล้วตกลงนายเป็นอะไรเจ้าหนู?”
ว่าพลางเอามือจับลงบนหน้าผากของเด็กหนุ่มที่ยอมขึ้นมานั่งมองหน้าเขาตรงๆเสียที
“ถ้าคุณชอบผู้หญิง
ทำไมไม่หาสาวๆสวยๆมาอยู่ด้วยล่ะครับ คนอย่างคุณหาได้สบายอยู่แล้ว”
“ยัยพวกนั่นน่ารำคาญ”
“งั้นไปหาพวกชู้รักของคุณซะสิครับ”
“ใครเล่าให้นายฟังหรือไง?”
นัยน์ตาสีขี้เถ้ามองเด็กหนุ่มที่จ้องเขาตาไม่กระพริบด้วยแววตาชวนหาเรื่อง
“ตัวนายมีกลิ่นยูโฟเรีย โกลด์ ติดอยู่……. เอลวินงั้นสิ?” น้ำหอมกลิ่นเฉพาะของคนสนิทที่เขาเจอหน้าแทบทุกวันไม่แปลกที่เขาจะจำกลิ่นได้
อีกทั้งคนรอบตัวของเอเลนไม่มีใครที่ใช้น้ำหอมแบรนด์แบบนี้
อีกอย่างเจ้าตัวเองก็ไม่ใช้น้ำหอมด้วย
คนที่เข้าใกล้จนสามารถมีกลิ่นติดได้แบบนี้จึงทำให้เดาได้ไม่ยาก
“คุณเป็นหมารึไง?”
จากที่เอามือจับที่หน้าผากจึงเป็นการดีดลงไปที่หน้าผากเจ้าตัวดีแรงๆ
จนเอเบนต้องเอามือขึ้นมาถูด้วยความเจ็บ
“หมอนั่นเล่าเรื่องไร้สาระให้นายฟังสินะ
เรื่องของยัยพวกนั้นก็มีอยู่แต่ตอนนี้แค่เรื่องงานกับเรื่องนายก็ทำให้แทบไม่มีเวลาว่างอยู่แล้ว
ถ้านายไม่ได้พูดขึ้นมาฉันเองก็เกือบจะลืมไปแล้วเหมือนกัน”
ความหน่วงที่มีในอกซ้ายอยู่ๆก็พลันหายไป
แต่หัวใจกลับเต้นผิดจังหวะจนรู้สึกแปลกประหลาด ใบหน้าที่ไม่รู้จะแสดงสีหน้ายังไงจึงได้แต่มุดลงไปในกองผ้านวมที่กองอยู่บนตัว
รีไวที่เห็นอีกคนก้มหน้าติดกับผ้านวมนิ่งจึงก้มลงไปใกล้ใบหูของเด็กหนุ่ม
ลมร้อนเป่ารดที่หลังใบหูชวนให้จั๊กจี้
“หึงหรือไงเจ้าหนู?”
คำตอบของเอเลนเป็นหมอนหนุนใบใหญ่ที่กระแทกเข้ากับใบหน้าคม
ร่างบางเด้งตัวลุกขากที่นอนเดินตรงไปยังห้องครัวทันที
“ไม่มีทาง!!” เสียงใสตะโกนตอบพลางรื้ออุปปกรณ์สำหรับเตรียมอาหารออกมา
รีไวโยนหมอนลงบนเตียงตามเดิมก่อนจะลุกเดินตามไปยังร่างบางที่ผลสุดท้ายก็ยอมออกมาทำมื้อเย็นให้เขาอยู่ดี
ท่าทางที่ทั้งดูหงุดหงิดของเจ้าตัวและอาการเลิ่กลั่กแบบนั้นชวนให้เขารู้สึกสนุกอย่างบอกไม่ถูก
ให้ตายสิดูเหมือนเขาจะไม่เบื่อเจ้าเด็กนี่เอาเสียเลย
สองแขนโอบเข้าด้านหลังของคนที่กำลังงุ่นง่านในการทำครัว
ทั้งที่ปกติทำได้แบบสบายๆ รีไววางคางลงบนไหล่มนของเด็กหนุ่มก่อนจะถูไปมาเบาๆ
“ตกลงมื้อเย็นวันนี้นายจะทำอะไร?”
“ทำอะไรก็กินๆเข้าไปเถอะครับ”
เอเลนยังคงมองเครื่องปรุงที่ถูกนำมาวางเรียงอยู่บนเคาท์เตอร์ครัว
ทั้งที่ปกติเขาใช้เวลาคิดเมนูอาหารไม่นาน แต่ตอนนี้รู้สึกว่าในหัวกลับว่างเปล่า
“งั้นกินของหวานก่อนอาหารหลักน่าจะดี”
“คุณไปซื้อเองนะ
ในตู้เย็นไม่มีข…”
ก่อนที่จะได้พูดจนจบประโยคร่างบางก็ถูกจับหมุนเข้าหาคนเจ้าเล่ห์
ปากคมทาบทับลงบนกลีบปากบางอย่างไม่รีรอ ลิ้นร้อนกวาดต้อนโพรงปากนุ่มของเด็กหนุ่ม
เอเลนเองก็ตอบรับความหวานจากเรียวลิ้นที่สอดแทรกเข้ามาเฉกเช่นทุกครั้ง
ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่ร่างกายเป็นไปตามการชักนำของอีกฝ่าย
แขนเรียวบางจึงขึ้นโอบลำคอหนา
ใบหน้าหวานขยับหามุมที่ตอบรับการรุกรานของอีกฝ่ายให้เข้าประชิดได้ถนัดขึ้น
เสียงชื้อแฉะของน้ำลายดังก้องในห้องที่อยู่ด้วยกันเพียงสองคน
ลมหายใจอุ่นใกล้กันจนหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
รีไวกวาดต้อนลิ้นแลกเปลี่ยนความหวานและวาบหวามให้กับเด็กหนุ่ม
ริมฝีปากคมผละออกพร้อมเส้นใยบางใสที่ยังคงเชื่อมต่อจากริมฝีปากของทั้งคู่
ใบหน้าหวานขึ้นสีระเรื่อ
แววตายังคงมองชายหนุ่มด้วยความขุ่นเคือง
“ดูเหมือนของหวานจะเตรียมเสร็จก่อนอาหารหลักแล้วนะเอเลน”
มือหยาบสัมผัสลงบนแก้มเนียนของเด็กหนุ่มก่อนจะเอื้อมไปคลึงเบาๆที่หลังใบหูร่างโปร่ง
“อาหารเย็นวันนี้คุณไปหาทานเองแล้วกันนะครับ”
ดูเหมือนเขาคงไม่ต้องทำอาหารแล้ว
“ไว้ฉันให้เอริ์ดซื้อเตรียมไว้ตอนไปถึงบริษัทก็ได้”
ว่าพลางยกตัวร่างโปร่งขึ้นพาดบ่า
“เหวอ
เดี๋ยวสิ ทำไมคุณชอบแบกผมเรื่อยเลย!” เอเลนร้องเสียงหลงเมื่อโดนหิ้วขึ้นอย่างง่ายดาย
“นายตัวเบา
อีกอย่างถ้ามัวให้นายเดินมาเองมีหวังฉันคงได้พังประตูอีกบาน”
รีไวเปิดประตูห้องนอนของตัวเองก่อนจะจัดการโยนเจ้าตัวดีลงบนเตียงหนาที่รองรับ
ชายหนุ่มขึ้นคร่อมเอเลนอย่างไม่รอช้าริมฝีปากคมไล่พรมจูบเด็กหนุ่มตั้งแต่ใบหน้าเรื่อยๆลงมาจนถึงไหปลาร้า
“นี่คุณรีไว…”
“หืม?”
“เมื่อไรคุณจะปล่อยผมไปสักที?”
รีไวขยับขึ้นมองใบหน้าหวานที่ตอนนี้เริ่มมีสีระเรื่อจากอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้น
“ขอถามกลับนะเจ้าหนู
แล้วทำไมนายถึงไม่พยายามหนีไปจากฉันจริงๆ?”
นั่นสิในเมื่อคำขู่เรื่องของคุณฮันเนสก็เป็นแค่คำขู่เท่านั้น
เขารู้ดีว่าต่อให้เขาไม่ทำตามที่คนเอาแต่ใจนี้บอก คนคนนี้ก็ไม่ทำอะไรสตูดิโอและคนที่เขาเคารพรักอยู่แล้ว
ทั้งๆที่รู้อยู่แบบนี้แล้วทำไมสุดท้ายแล้วเขาถึงยังคงอยู่ที่นี้กัน?
“นั่นก็เพราะ…….ต่อให้หนีไปยังไงคุณก็จะตามตัวผมกลับมาอยู่ดีไม่ใช่รึไง?”
“โฮ่
ช่างเป็นคำตอบที่มั่นใจจริงนะเอเลน” รีไวยกยิ้มมุมปากกับคำตอบของเด็กหนุ่ม
มือหยาบประคองมือบางของเด็กหนุ่มขึ้นมาสัมผัสที่ใบหน้าคมของเขา
นิ้วชี้ของเด็กหนุ่มเกลี่ยยังบริเวณรอบดวงตาสีขี้เถ้าของชายหนุ่ม
“สำหรับฉันถ้าจะให้ปล่อยนายคงเป็นตอนที่นัยน์ตาคู่นี้ไม่สะท้อนภาพของนายแล้ว”
ความสัมพันธ์ที่เริ่มขึ้นด้วยความบังเอิญและแปลกประหลาด
บางทีจุดจบของความสัมพันธ์ที่น่าปวดหัวนี้คงไม่อาจที่จะคาดเดา
TBC.
....................................................................................................................................
Talk:
ขออภัยที่หายไปนานค่ะ ติดเดินทาง ติดธุระ และที่สำคัญติดความขี้เกียจ(โดนตรบ)
ขอบคุณนักอ่านที่มาทวงทั้งในเพจ ในเด็กดี ในเฟส และอื่นๆด้วยนะคะ เลยพยายามสะบัดตัวขี้เกียจมาเขียนต่อค่ะฮาๆ
เหตุผลช่างน่าโดนตี ในบทนี้มีเรื่องของน้ำหอมที่เอลวินใช้ เลยขอลงรูปสักนิดนะคะ
น้ำหอมจาก คาลวิน ไคล์ รุ่น Euphoria Gold โดยตัวน้ำหอมนั้นเกิดจากส่วนผสมของ ขิง ซินนามอน และอำพัน จนเกิดกลิ่นหอมสุดพิเศษที่จะทำให้คนรอบข้างเหลียวหลังตามความหอมบนกลิ่นกายคุณ
ที่มา// http://men.kapook.com/view97173.html
เห็นขวดและคอนเซป+ชื่อแล้วนึกถึงเอลวินเลยค่ะ เลยเอามาใช้เลย ส่วนตัวชอบน้ำหอมแบรนด์นี้อยู่แล้วค่ะ แม้จะหอมแบบเข้มข้นแต่มันไม่ฉุน เอาจริงๆคือชอบน้ำหอมนะ แต่คนเขียนเป็นพวกแพ้น้ำหอมด้วยน่ะค่ะ....ชีวิต....
นอกจากของเอลวินแล้วก็คิดเรื่องน้ำหอมของรีไวไว้เหมือนกันค่ะ
นี้เลย
น้ำหอม Polo Double Black เป็นกลิ่นแบบหนุ่มเร่าร้อน อบอุ่น เซ็กซ๊่ อีกทั้งขวดสีดำเรียบง่ายแบบนี้เหมาะกับเฮียรีไวดีค่ะ (ด้วยความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ)
ความจริงแล้วไททันก็มีน้ำหอมเฉพาะของแต่ละคน อยากลองมากค่ะใครเคยลองของจริงแล้วกระซิบหลังไมค์มาหน่อยค่ะว่าเป็นไง คืออยากรู้มากกก อยากลองกลิ่นมากมายค่ะงืออ แต่ขวดหนึ่งราคาเห็นแล้วนี่แบบกลับไปนอนคิดแปดตลบเลยไม่กล้าสอยจริงๆ
ถึงจะช้าแต่ก็รักนักอ่านทุกท่านเหมือนเคยค่ะ ขอบคุณที่ติดตามและเมนต์นะคะ ถ้าเมนต์เยอะจะมาต่อเร็วค่ะฮาๆ(จริงๆนะเออ)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น